EN TH
EN TH
Edit Template
กองทุนประกันสังคม

กองทุนประกันสังคม

กองทุนประกันสังคม (Social Security Fund)

ประกันสังคม มาตรา 33 คือ  ลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันเข้าทำงาน และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป สำหรับอัตราเงินสมทบของประกันสังคม มาตรา 33 ที่ผู้ประกันตนต้องนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน จะคำนวณจากฐานค่าจ้างต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 17,500 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลจะออกเงินสมทบเข้ากองทุนอีกส่วนหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

  • นายจ้าง ส่งเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้างลูกจ้าง ขั้นต่ำ 83 บาท/เดือน และสูงสุดไม่เกิน 875 บาท/เดือน 
  • ลูกจ้าง/ผู้ประกันตน ส่งเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้าง ขั้นต่ำ 83 บาท/เดือน และสูงสุดไม่เกิน 875 บาท/เดือน 

สำนักงานประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้างใหม่เป็น 3 ระยะ เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ เช่น เจ็บป่วย ว่างงาน ชราภาพ 
รายละเอียดการปรับเพดานค่าจ้าง (มาตรา 33)
ระยะที่ 1 (ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2571)
เพดานค่าจ้างสูงสุด: 17,500 บาท    เงินสมทบสูงสุด: 875 บาท/เดือน (จากเดิม 750 บาท)
ระยะที่ 2 (ม.ค. 2572 – 31 ธ.ค. 2574)
เพดานค่าจ้างสูงสุด: 20,000 บาท    เงินสมทบสูงสุด: 1,000 บาท/เดือน
ระยะที่ 3 (ม.ค. 2575 เป็นต้นไป)
เพดานค่าจ้างสูงสุด: 23,000 บาท    เงินสมทบสูงสุด: 1,150 บาท/เดือน

การเปลี่ยนสถานพยาบาลประจำปี

เริ่มให้เปลี่ยนตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568  ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยผู้ประกันตนสามารถเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
1. เปลี่ยนสถานพยาบาลผ่านเว็ปไซ
ต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th 
2. เปลี่ยนสถานพยาบาลผ่าน App SSO PLUS หรือ LINE OA :(@ssothai) ของสำนักงานประกันสังคม
3. ยื่นแบบฟอร์ม สปส 9-02 พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาบัตรประจำตัวพนักงาน 

สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33 จะได้รับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 7 กรณี ดังนี้

ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์ฯ กำหนดซึ่งรวมถึงการฉีดวัคซีนตามสถานการณ์การระบาดของโรคที่กำหนดขึ้นในแต่ละปี โดยสามารถเข้ารับบริการได้ ณ สถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดสิทธิ 

เจ็บป่วยปกติ
สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตามสิทธิหรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้นได้ฟรี โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) 

ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน 

กรณีเข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลรัฐ : 

  • ผู้ป่วยนอก (OPD) เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง 
  • ผู้ป่วยใน (IPD) เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่นับรวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

กรณีเข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลเอกชน : 

  • ผู้ป่วยนอก (OPD) เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 1,000 บาท หรือ เกิน 1,000 บาทได้ หากมีการตรวจรักษาตามรายการในประกาศของคณะกรรมการการแพทย์ 
  • ผู้ป่วยใน (IPD) กรณีที่ไม่ได้รักษาในห้อง ICU เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่เกินวันละ 2,000 บาท ค่าห้องและค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท  
    และสำหรับกรณีที่รักษาในห้อง ICU เบิกค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง และค่าอาหาร ได้รวมไม่เกินวันละ 4,500 บาท ผ่าตัดใหญ่ เบิกได้ไม่เกินครั้งละ 8,000-16,000 บาท  
    ค่ายา และค่าอุปกรณ์ เบิกได้ไม่เกิน 4,000 บาท ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ และค่าเอกซเรย์ เบิกได้ไม่เกิน 1,000 บาท 
  • ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้เคียงได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง ทั้งนี้ นับรวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

 

ทันตกรรม

  • ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุด รับค่าบริการทางการแพทย์ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 900 บาท/ปี
  • ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน รับค่าบริการทางการแพทย์ และค่าฟันเทียมตามที่จ่ายจริง โดย 1-5 ซี่ จะได้รับเงินไม่เกิน 1,300 บาท และมากกว่า 5 ซี่ ขึ้นไป จะได้รับเงินไม่เกิน 1,500 บาท
  • ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก กรณีฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปากบนหรือล่าง รับค่าบริการทางการแพทย์ และค่าฟันเทียมตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 2,400 บาท และกรณีฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปากบนและล่าง ไม่เกิน 4,400 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ใส่ฟันเทียม

เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ :
ต้องจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์จึงจะได้รับสิทธิ

ผู้ประกันตนหญิง

  • ค่าคลอดบุตร (เหมาจ่าย): 26,250 บาทต่อครั้ง
  • ค่าฝากครรภ์: เบิกได้สูงสุด 5 ครั้ง ตามจริงสูงสุด 1,500 บาท
  • เงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อการคลอดบุตร: ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ (ตามเงื่อนไขปกติ)
    เงื่อนไข: จ่ายเงินสมทบครบ 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนคลอด

ผู้ประกันตนชาย

  • ค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย: 15,000 บาท/ครั้ง
  • เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร: ปรับเพิ่มเป็น 26,250 บาท/ครั้ง (สำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบตามฐานเงินเดือนใหม่ 17,500 บาท)
    เงื่อนไข: ต้องเป็นผู้ประกันตนชายที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่ภรรยาคลอดบุตร
    เอกสารที่ต้องใช้: สูติบัตรบุตร, สำเนาทะเบียนสมรส (หรือหนังสือรับรองกรณีไม่ได้จดทะเบียน), สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร

เงินทดแทนการขาดรายได้ 

  • ทุพพลภาพระดับเสียหายไม่รุนแรง (การสุญเสียตั้งแต่ร้อยละ 35-49) รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 30 หรือในส่วนที่ลดลง 
    แต่ไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 180 เดือน  
  • ทุพพลภาพระดับเสียหายรุนแรง (การสูญเสียตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป)  รับเงินทดแทนการขาดรายได้เป็นรายเดือนตลอดชีวิต ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง

ค่าบริการทางการแพทย์ 

กรณีเจ็บป่วยปกติ

  • เข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลรัฐ – ผู้ป่วยนอก(OPD) รับค่าบริการทางการแพทย์ตามที่จ่ายจริง และผู้ป่วยใน(IPD) เข้ารับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • เข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลเอกชน – ผู้ป่วยนอก (OPD) รับค่าบริการทางการแพทย์ตามที่จ่ายจริง ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท และผู้ป่วยใน (IPD) ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท


กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต
เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้เคียงได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นับรวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพ กรณีเข้ารับการบริการทางการแพทย์ เหมาจ่ายไม่เกินเดือนละ 500 บาท
* กรณีผู้ทุพพลภาพเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีตายให้แก่ทายาท

เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ :
ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนทุพพลภาพ(ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการทำงาน) จึงจะได้รับสิทธิ

ผู้ประกันตนจะได้รับเงินกรณีเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากการปรับฐานเพดานเงินสมทบใหม่ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
1. ค่าทำศพ (จ่ายให้ผู้จัดการศพ)
จำนวนเงิน: 50,000 บาท
เงื่อนไข: ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายใน 6 เดือนก่อนเสียชีวิต

2. เงินสงเคราะห์การตาย (จ่ายให้ทายาท)
จำนวนเงินจะคำนวณจาก ฐานค่าจ้างเฉลี่ย ซึ่งในปี 2569 จะมีการปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บาท (จากเดิม 15,000 บาท) ทำให้ได้รับเงินเพิ่มขึ้น ดังนี้
ระยะเวลาการส่งเงินสมทบ สูตรการคำนวณ เงินสูงสุดที่จะได้รับ (เพดาน 17,500 บาท)
36 เดือน ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 4 เดือน 35,000 บาท (เดิม 30,000 บาท)
120 เดือนขึ้นไป 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือน 105,000 บาท (เดิม 90,000 บาท)
หมายเหตุ: คำนวณจากฐานค่าจ้าง 17,500 บาท หากเงินเดือนน้อยกว่านี้จะคำนวณตามเงินเดือนจริง

3. เงินบำเหน็จชราภาพ (คืนเงินสะสม)
ทายาทจะได้รับ เงินสมทบชราภาพทั้งหมด ที่ผู้ประกันตนสะสมไว้ (รวมส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ตอบแทน)

        เงินบำนาญชราภาพ  คือ เงินที่ทยอยจ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต ให้กับผู้ประกันตน โดยมีเงื่อนไข
        คือ ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์, สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (ลาออก/เกษียณ), และจ่ายเงินสมทบ
        มาแล้ว
ไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) (ไม่จำเป็นต้องติดต่อกัน)

        รายละเอียดเงินบำนาญชราภาพ ปี 2569 (ตามเพดานใหม่ 17,500 บาท)
  • ส่งครบ 15 ปี (180 งวด): ได้รับบำนาญ 20% ของฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
    = 3,500 บาท/เดือน
  • ส่งครบ 20 ปี (240 งวด): ได้รับบำนาญ 27.5% ของฐานเงินเดือนเฉลี่ย = 4,812 บาท/เดือน
  • ส่งครบ 25 ปี (300 งวด): ได้รับบำนาญ 35% ของฐานเงินเดือนเฉลี่ย = 6,125 บาท/เดือน
  • ส่งครบ 30 ปี (360 งวด): ได้รับบำนาญ42.5 % ของฐานเงินเดือนเฉลี่ย = 7,437 บาท/เดือน


    เงินบำเหน็จชราภาพ
      คือเงินก้อนที่ผู้ประกันตน (ม.33) ได้รับเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โดยมีการปรับเพดานค่าจ้างขั้นสูงขึ้นเป็น 17,500 บาท ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ผู้ส่งเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน ได้รับเงินบำเหน็จก้อนใหญ่ขึ้นตามสัดส่วนการส่งเงินสมทบใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็น 875 บาท/เดือน

    รายละเอียดบำเหน็จชราภาพและสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นในปี 2569

    ปรับฐานคำนวณใหม่ : ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท (เริ่ม 1 ม.ค. 2569)
    เงินสมทบที่ต้องจ่าย : ผู้ประกันตนที่มีฐานเงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป จะถูกหักเงินสมทบเพิ่มเป็น 875 บาท/เดือน (จากเดิมสูงสุด 750 บาท)
    เงินบำเหน็จ (ส่งเงินสมทบ < 180 เดือน) : ได้รับคืนเงินสมทบที่ส่งมาทั้งหมด พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน (ดอกเบี้ย) ตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศ

รับเงินค่าสงเคราะห์บุตรคนละ 800 บาท/เดือน โดยต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย (ยกเว้น บุตรบุญธรรม หรือบุตรที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น) ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ ครั้งละไม่เกิน 3 คน

เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ :
จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน  ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน จึงจะได้รับสิทธิ 

กรณีถูกเลิกจ้าง (ไม่มีความผิด)
ได้รับเงินชดเชยจากประกันสังคม 60% ของค่าจ้าง (ฐานสูงสุด 17,500 บาท) เป็นเวลาไม่เกิน 180 วันต่อปี 

กรณีเลิกจ้าง (มีความผิดร้ายแรง)
ไม่ได้รับรับเงินชดเชยกรณีว่างงานจากประกันสังคม

กรณีลาออก หรือ สิ้นสุดสัญญาจ้าง
เงินชดเชยกรณีลาออกเอง: ได้รับ 30% ของค่าจ้าง (ฐานสูงสุด 17,500 บาท) เป็นเวลาไม่เกิน 90 วัน

กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย (ภัยธรรมชาติ/โรคระบาด)
รับเงินทดแทนในช่วงว่างงาน
50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ :
ผู้ประกันตนต้องมีระยะเวลาว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไปและจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนว่างงาน จึงจะได้รับสิทธิ

วิธีการตรวจสอบสิทธิประกันสังคม

1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.sso.go.th  กดเข้าสู่ระบบผู้ประกันตน/สมัครสมาชิก

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยสมัครสมาชิก  :
ให้กด สมัครสมาชิก และทำตามขั้นตอนในระบบ โดยจะมีให้ยอมรับข้อตกลงกรอกข้อมูลส่วนตัว และยืนยันตัวตนด้วยเลข OTP ที่ส่งมายังเบอร์ที่เรากรอกไปสามารถเข้าสู่ระบบ เพื่อเช็คสิทธิประกันสังคมต่าง ๆ ได้

สำหรับผู้ที่เคยสมัครสมาชิกแล้ว 
ให้เข้าสู่ระบบด้วยการกรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก กับรหัสผ่านที่เคยตั้งไว้ หรือกรณีลืมรหัสให้กด ลืมรหัสผ่าน แล้วกรอกเบอร์โทรศัพท์ที่เคยลงทะเบียนไว้ เพื่อรับเลข OTP กลับมายืนยันตัวตนและตั้งรหัสผ่านใหม่

2. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SSO PLUS ได้ทั้งระบบ IOS และ Android

คลิกที่ App Store และ Google Play เข้าสู่ระบบด้วยการกรอกเลขบัตรประชาชนพร้อมรหัสผ่าน โดยเช็คข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกันตนผ่านแอปพลิเคชันได้ 

เอกสารประกอบการอบรม เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568

เอกสารประกอบการประชุม

ชื่อไฟล์สถานะจำนวนดาวน์โหลดวันที่เพิ่มไฟล์Download
1. กองทุนประกันสังคม43901-09-2025 DownloadPreview
2. กองทุนเงินทดแทน48401-09-2025 DownloadPreview
3. ตารางบำนาญ32301-09-2025 DownloadPreview

คำถามที่พบบ่อย

การรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิรักษาพยาบาล หากอยู่นอกเวลา แนะนำติดต่อที่ส่วนฉุกเฉิน/อุบัติเหตุ จะไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากผู้ประกันตนเข้ารักษาที่คลินิกนอกเวลาเอง ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง 

ผู้ประกันตนต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดและไม่สามารถเบิกคืนได้ เพราะผู้ประกันตนเป็นผู้ร้องขอเอง 

ผู้ประกันตนสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามโปรมแกรมของการตรวจสุขภาพประจำปีฟรี ในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ 

สำหรับสิทธิเบิกค่าคลอดเหมาจ่าย ผู้ประกันตนสามารถเบิกสิทธิได้หากยื่นเรื่องภายในเวลา 1 ปีนับจากวันที่บุตรเกิด 

ถ้าคุณมีการจ่ายเงินสมทบครบ 12 เดือนภายใน 36 เดือนอย่างต่อเนื่องก่อนหน้าที่บุตรคุณคลอด ทางประกันสังคมก็จะจ่ายนับตั้งแต่เงินสมทบครบ 12 เดือน โดยจะมีการย้อนจ่ายของเดือนเก่าให้หากคุณเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์บุตรมาตั้งแต่ต้น 

ผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครอง ต่อ 6 เดือนหลังจากสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตน 

กรณีผู้ประกันตนมีการทำงานหลายบริษัท และยังทำงานกับบริษัทเดิมอยู่ ให้แจ้งที่บริษัทใหม่ ในการกรอกแบบ สปส.1-03 แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน จะต้องระบุชื่อบริษัทที่ยังทำงานในช่องกรณีทำงานกับนายจ้างหลายราย เนื่องจากหากมีการแจ้งขึ้นทะเบียนโดยบริษัทใหม่และไม่มีการระบุว่าทำงานกับนายจ้างหลายราย ระบบจะแจ้งให้เป็นลาออกจากบริษัทเดิม โดยอัตโนมัติและไม่ปรากฎวันที่ลาออก 

หากลูกจ้างเข้าทำงานกับนายจ้างตอนอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ ไม่สามารถขึ้นทะเบียนประกันสังคมได้ จึงไม่สามารถใช้สิทธิที่ไม่เนื่องจากการทำงานได้ แต่ถ้าเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานสามารถใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนได้ 

หลังจากยื่นเรื่องแล้ว เราสามารถใช้สิทธิประกันสังคมที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ได้ตามเงื่อนไขดังนี้ 
กรณีสำนักงานประกันสังคม รับเอกสารขอเปลี่ยนโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 1 ถึง 15 (ก่อน 16.30 น.ของวันที่ 15) เราจะสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งใหม่ได้ในวันที่ 16 ของเดือนนั้น 
กรณีสำนักงานประกันสังคม รับเอกสารขอเปลี่ยนโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 16 ถึงวันทำการสุดท้ายของเดือน (ก่อน 16.30 น.ของวันสุดท้ายของเดือน)  เราจะสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งใหม่ได้ในวันที่ 1 ของเดือนถัดไป 

ผู้ประกันตนสามารถ เปลี่ยนสถานพยาบาลผ่านเว็ปไซต์ สำนักงานประกันสังคม ผ่าน App sso connect ผ่าน Line Official Account และดำเนินการตามขั้นตอน หรือ ยื่นเรื่องที่สำนักงานประกันสังคม กรุงเทพมหานคร / พื้นที่ ที่สะดวก เอกสารที่จะต้องใช้แบบฟอร์มสปส.9-02 

ผู้ประกันตนสามารถ โทรสอบถามได้ที่สายด่วน 1506 หรือสำนักงานประกันสังคม กรุงเทพมหานคร/ จังหวัด ที่สะดวก หรือ ตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยตนเองที่เว็ปไซต์สำนักงานประกันสังคม App sso connect ได้โดยตรง 

สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถานที่ทำการชั่วคราว:
ชั้นลอย M2 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10)
และ ห้องประชุม 204 ชั้น 2 อาคารจามจุรี 3
254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

โทร: 02-218-0151
อีเมล: hr@chula.ac.th

Copyright © 2025 Office of Human Resources Management, Chulalongkorn University. All Rights Reserved.

CU Chat