ประกันสังคม มาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันเข้าทำงาน และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป สำหรับอัตราเงินสมทบของประกันสังคม มาตรา 33 ที่ผู้ประกันตนต้องนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน จะคำนวณจากฐานค่าจ้างต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 17,500 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลจะออกเงินสมทบเข้ากองทุนอีกส่วนหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้
สำนักงานประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้างใหม่เป็น 3 ระยะ เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ เช่น เจ็บป่วย ว่างงาน ชราภาพ
รายละเอียดการปรับเพดานค่าจ้าง (มาตรา 33)
ระยะที่ 1 (ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2571)
เพดานค่าจ้างสูงสุด: 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด: 875 บาท/เดือน (จากเดิม 750 บาท)
ระยะที่ 2 (ม.ค. 2572 – 31 ธ.ค. 2574)
เพดานค่าจ้างสูงสุด: 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด: 1,000 บาท/เดือน
ระยะที่ 3 (ม.ค. 2575 เป็นต้นไป)
เพดานค่าจ้างสูงสุด: 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด: 1,150 บาท/เดือน
| ชื่อไฟล์ | สถานะ | จำนวนดาวน์โหลด | วันที่เพิ่มไฟล์ | Download |
|---|---|---|---|---|
| 1.หนังสือเวียนแจ้งประชาสัมพันธ์ปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 | 100 | 14-01-2026 | DownloadPreview | |
| กฎกระทรวง-ค่าจ้างขั้นต่ำ-ขั้นสูง(ม.33)พ.ศ.2568 | 61 | 14-01-2026 | DownloadPreview |
เริ่มให้เปลี่ยนตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยผู้ประกันตนสามารถเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
1. เปลี่ยนสถานพยาบาลผ่านเว็ปไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th
2. เปลี่ยนสถานพยาบาลผ่าน App SSO PLUS หรือ LINE OA :(@ssothai) ของสำนักงานประกันสังคม
3. ยื่นแบบฟอร์ม สปส 9-02 พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาบัตรประจำตัวพนักงาน
ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์ฯ กำหนดซึ่งรวมถึงการฉีดวัคซีนตามสถานการณ์การระบาดของโรคที่กำหนดขึ้นในแต่ละปี โดยสามารถเข้ารับบริการได้ ณ สถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดสิทธิ
เจ็บป่วยปกติ
สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตามสิทธิหรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้นได้ฟรี โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD)
ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน
กรณีเข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลรัฐ :
กรณีเข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลเอกชน :
ทันตกรรม
เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ :
ต้องจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์จึงจะได้รับสิทธิ
ผู้ประกันตนหญิง
ผู้ประกันตนชาย
เงินทดแทนการขาดรายได้
ค่าบริการทางการแพทย์
กรณีเจ็บป่วยปกติ
กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต
เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้เคียงได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นับรวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์
ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพ กรณีเข้ารับการบริการทางการแพทย์ เหมาจ่ายไม่เกินเดือนละ 500 บาท
* กรณีผู้ทุพพลภาพเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีตายให้แก่ทายาท
เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ :
ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนทุพพลภาพ(ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการทำงาน) จึงจะได้รับสิทธิ
ผู้ประกันตนจะได้รับเงินกรณีเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากการปรับฐานเพดานเงินสมทบใหม่ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
1. ค่าทำศพ (จ่ายให้ผู้จัดการศพ)
จำนวนเงิน: 50,000 บาท
เงื่อนไข: ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายใน 6 เดือนก่อนเสียชีวิต
2. เงินสงเคราะห์การตาย (จ่ายให้ทายาท)
จำนวนเงินจะคำนวณจาก ฐานค่าจ้างเฉลี่ย ซึ่งในปี 2569 จะมีการปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บาท (จากเดิม 15,000 บาท) ทำให้ได้รับเงินเพิ่มขึ้น ดังนี้
ระยะเวลาการส่งเงินสมทบ สูตรการคำนวณ เงินสูงสุดที่จะได้รับ (เพดาน 17,500 บาท)
36 เดือน ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 4 เดือน 35,000 บาท (เดิม 30,000 บาท)
120 เดือนขึ้นไป 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือน 105,000 บาท (เดิม 90,000 บาท)
หมายเหตุ: คำนวณจากฐานค่าจ้าง 17,500 บาท หากเงินเดือนน้อยกว่านี้จะคำนวณตามเงินเดือนจริง
3. เงินบำเหน็จชราภาพ (คืนเงินสะสม)
ทายาทจะได้รับ เงินสมทบชราภาพทั้งหมด ที่ผู้ประกันตนสะสมไว้ (รวมส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ตอบแทน)
เงินบำนาญชราภาพ คือ เงินที่ทยอยจ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต ให้กับผู้ประกันตน โดยมีเงื่อนไข
คือ ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์, สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (ลาออก/เกษียณ), และจ่ายเงินสมทบ
มาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) (ไม่จำเป็นต้องติดต่อกัน)
เงินบำเหน็จชราภาพ คือเงินก้อนที่ผู้ประกันตน (ม.33) ได้รับเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โดยมีการปรับเพดานค่าจ้างขั้นสูงขึ้นเป็น 17,500 บาท ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ผู้ส่งเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน ได้รับเงินบำเหน็จก้อนใหญ่ขึ้นตามสัดส่วนการส่งเงินสมทบใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็น 875 บาท/เดือน
ปรับฐานคำนวณใหม่ : ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท (เริ่ม 1 ม.ค. 2569)
เงินสมทบที่ต้องจ่าย : ผู้ประกันตนที่มีฐานเงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป จะถูกหักเงินสมทบเพิ่มเป็น 875 บาท/เดือน (จากเดิมสูงสุด 750 บาท)
เงินบำเหน็จ (ส่งเงินสมทบ < 180 เดือน) : ได้รับคืนเงินสมทบที่ส่งมาทั้งหมด พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน (ดอกเบี้ย) ตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศ
รับเงินค่าสงเคราะห์บุตรคนละ 800 บาท/เดือน โดยต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย (ยกเว้น บุตรบุญธรรม หรือบุตรที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น) ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ ครั้งละไม่เกิน 3 คน
เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ :
จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน จึงจะได้รับสิทธิ
กรณีถูกเลิกจ้าง (ไม่มีความผิด)
ได้รับเงินชดเชยจากประกันสังคม 60% ของค่าจ้าง (ฐานสูงสุด 17,500 บาท) เป็นเวลาไม่เกิน 180 วันต่อปี
กรณีเลิกจ้าง (มีความผิดร้ายแรง)
ไม่ได้รับรับเงินชดเชยกรณีว่างงานจากประกันสังคม
กรณีลาออก หรือ สิ้นสุดสัญญาจ้าง
เงินชดเชยกรณีลาออกเอง: ได้รับ 30% ของค่าจ้าง (ฐานสูงสุด 17,500 บาท) เป็นเวลาไม่เกิน 90 วัน
กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย (ภัยธรรมชาติ/โรคระบาด)
รับเงินทดแทนในช่วงว่างงาน 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน
เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ :
ผู้ประกันตนต้องมีระยะเวลาว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไปและจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนว่างงาน จึงจะได้รับสิทธิ
1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.sso.go.th กดเข้าสู่ระบบผู้ประกันตน/สมัครสมาชิก
สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยสมัครสมาชิก :
ให้กด สมัครสมาชิก และทำตามขั้นตอนในระบบ โดยจะมีให้ยอมรับข้อตกลงกรอกข้อมูลส่วนตัว และยืนยันตัวตนด้วยเลข OTP ที่ส่งมายังเบอร์ที่เรากรอกไปสามารถเข้าสู่ระบบ เพื่อเช็คสิทธิประกันสังคมต่าง ๆ ได้
สำหรับผู้ที่เคยสมัครสมาชิกแล้ว
ให้เข้าสู่ระบบด้วยการกรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก กับรหัสผ่านที่เคยตั้งไว้ หรือกรณีลืมรหัสให้กด ลืมรหัสผ่าน แล้วกรอกเบอร์โทรศัพท์ที่เคยลงทะเบียนไว้ เพื่อรับเลข OTP กลับมายืนยันตัวตนและตั้งรหัสผ่านใหม่
2. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SSO PLUS ได้ทั้งระบบ IOS และ Android
คลิกที่ App Store และ Google Play เข้าสู่ระบบด้วยการกรอกเลขบัตรประชาชนพร้อมรหัสผ่าน โดยเช็คข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกันตนผ่านแอปพลิเคชันได้
| ชื่อไฟล์ | สถานะ | จำนวนดาวน์โหลด | วันที่เพิ่มไฟล์ | Download |
|---|---|---|---|---|
| 1. กองทุนประกันสังคม | 439 | 01-09-2025 | DownloadPreview | |
| 2. กองทุนเงินทดแทน | 484 | 01-09-2025 | DownloadPreview | |
| 3. ตารางบำนาญ | 323 | 01-09-2025 | DownloadPreview |
การรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิรักษาพยาบาล หากอยู่นอกเวลา แนะนำติดต่อที่ส่วนฉุกเฉิน/อุบัติเหตุ จะไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากผู้ประกันตนเข้ารักษาที่คลินิกนอกเวลาเอง ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
ผู้ประกันตนต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดและไม่สามารถเบิกคืนได้ เพราะผู้ประกันตนเป็นผู้ร้องขอเอง
ผู้ประกันตนสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามโปรมแกรมของการตรวจสุขภาพประจำปีฟรี ในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ
สำหรับสิทธิเบิกค่าคลอดเหมาจ่าย ผู้ประกันตนสามารถเบิกสิทธิได้หากยื่นเรื่องภายในเวลา 1 ปีนับจากวันที่บุตรเกิด
ถ้าคุณมีการจ่ายเงินสมทบครบ 12 เดือนภายใน 36 เดือนอย่างต่อเนื่องก่อนหน้าที่บุตรคุณคลอด ทางประกันสังคมก็จะจ่ายนับตั้งแต่เงินสมทบครบ 12 เดือน โดยจะมีการย้อนจ่ายของเดือนเก่าให้หากคุณเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์บุตรมาตั้งแต่ต้น
ผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครอง ต่อ 6 เดือนหลังจากสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตน
กรณีผู้ประกันตนมีการทำงานหลายบริษัท และยังทำงานกับบริษัทเดิมอยู่ ให้แจ้งที่บริษัทใหม่ ในการกรอกแบบ สปส.1-03 แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน จะต้องระบุชื่อบริษัทที่ยังทำงานในช่องกรณีทำงานกับนายจ้างหลายราย เนื่องจากหากมีการแจ้งขึ้นทะเบียนโดยบริษัทใหม่และไม่มีการระบุว่าทำงานกับนายจ้างหลายราย ระบบจะแจ้งให้เป็นลาออกจากบริษัทเดิม โดยอัตโนมัติและไม่ปรากฎวันที่ลาออก
หากลูกจ้างเข้าทำงานกับนายจ้างตอนอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ ไม่สามารถขึ้นทะเบียนประกันสังคมได้ จึงไม่สามารถใช้สิทธิที่ไม่เนื่องจากการทำงานได้ แต่ถ้าเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานสามารถใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนได้
หลังจากยื่นเรื่องแล้ว เราสามารถใช้สิทธิประกันสังคมที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ได้ตามเงื่อนไขดังนี้
– กรณีสำนักงานประกันสังคม รับเอกสารขอเปลี่ยนโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 1 ถึง 15 (ก่อน 16.30 น.ของวันที่ 15) เราจะสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งใหม่ได้ในวันที่ 16 ของเดือนนั้น
– กรณีสำนักงานประกันสังคม รับเอกสารขอเปลี่ยนโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 16 ถึงวันทำการสุดท้ายของเดือน (ก่อน 16.30 น.ของวันสุดท้ายของเดือน) เราจะสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งใหม่ได้ในวันที่ 1 ของเดือนถัดไป
ผู้ประกันตนสามารถ เปลี่ยนสถานพยาบาลผ่านเว็ปไซต์ สำนักงานประกันสังคม ผ่าน App sso connect ผ่าน Line Official Account และดำเนินการตามขั้นตอน หรือ ยื่นเรื่องที่สำนักงานประกันสังคม กรุงเทพมหานคร / พื้นที่ ที่สะดวก เอกสารที่จะต้องใช้แบบฟอร์มสปส.9-02
ผู้ประกันตนสามารถ โทรสอบถามได้ที่สายด่วน 1506 หรือสำนักงานประกันสังคม กรุงเทพมหานคร/ จังหวัด ที่สะดวก หรือ ตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยตนเองที่เว็ปไซต์สำนักงานประกันสังคม App sso connect ได้โดยตรง
สถานที่ทำการชั่วคราว:
ชั้นลอย M2 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10)
และ ห้องประชุม 204 ชั้น 2 อาคารจามจุรี 3
254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทร: 02-218-0151
อีเมล: hr@chula.ac.th